2008/Jan/04

คุณเบื่อไหมกับการ นั่งจ้อง นั่งลุ้นแทบตายกว่าจะกล้าเดินไปขอเบอร์เธอ

แต่คุยกัน 2-3 ที โทรไปก็ไม่รับสายซะนี่ ทำยังไงดี ไม่ต้องสงสัยหรอกว่า แห้ว

เอ้า ไปขอเบอร์สาวคนใหม่แล้วเอาเทคนิคนี้ไปอ่าน

 

1. คุยแค่ครึ่งชั่วโมงพอ

- การโทรคุยกับสาวๆ นั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือการชวนเธอออกเดท

ไม่ใช่ไปสนทนาปัญหาบ้านเมือง เอาไว้คุยกันตอนออกเดตจะดีกว่าไหม

 

2. ขอวางตอนสนุก

- คุณอาจไม่เคยวางสายในขณะที่การสนทนาเป็นไปอย่างสนุกสนานออกรสชาติ

แถมยังดั้นด้นคุยมันต่อไป 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง จนในที่สุดก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว

 แต่ก็ยังไม่วางสาย จนกระทั่งในที่สุดเธอก็เบื่อคุณ(เห็นไหมล่ะ) สิ่งที่ต้องทำก็คือ

คุณต้องวางสายทุกครั้งที่คิดว่าการสนทนากําลังเป็นไปอย่างสนุก เรียกว่าเมื่อถึง"จุดสุดยอด"

เมื่อไหร่ คุณต้องวางทันที มันจะทําให้เธอคิดถึงคุณ คิดถึงบทสนทนาที่ดี

ระหว่างคุณและเธอ และพอครั้งต่อไปที่คุณโทรไปหา คุณจะรู้สึกได้เลยว่า

เสียงเธอนั้นดีใจมากเวลาที่คุณโทรมา

 

3. วางสายก่อนได้เปรียบ

- อย่ารอให้สาวของคุณเป็นคนขอวางสายก่อน คุณต้องบอกเธอก่อนทุกครั้ง!!

 โดยที่คุณจะต้องทําตัวให้ท้าทาย ทําเหมือนว่าคุณมีสิ่งที่สําคัญกว่าเธอรอคุณอยู่

ทําให้เหมือนกับว่าคุณนั้นชอบที่จะคุยกับเธอ แต่ถ้าไม่ได้คุยคุณก็ไม่แคร์!!!

 

4. โทรทำไมทุกวัน 

- เคยได้ยินมาหลายครั้งหลายหนเหลือเกินว่า เวลาจะคุยโทรศัพท์จีบสาวนั้น

ให้โทรไปทุกวัน โทรไปเรื่อยๆ บอกเธอไปว่าคิดถึงอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะเดี๋ยวเธอ

ก็ใจอ่อนเอง คุณกำลังคิดผิดถนัด!!! ผู้หญิงนั้นถ้าเธอชอบเราไม่ว่าเราจะโทรไปทุกวัน

หรือไม่โทรหาเธอ เธอก็ยังชอบคุณอยู่ดี การที่ไม่โทรไปหาเธอบ้าง จะทําให้เธอ

กระวนกระวายใจและคิดถึงคุณมากยิ่งขึ้น แต่คุณลองคิดดู ถ้าเธอยังไม่ได้ตัดสินใจ

ว่าจะชอบคุณหรือไม่ แต่คุณโทรไปหาเธอทุกวันๆๆ คุณนั้นกําลังบอกเธอเลยว่า

 ความสุขทั้งหมดของคุณขึ้นอยู่กับเธอคนเดียว คุณไม่ได้เป็นสิ่งที่ท้าทายเลยสําหรับเธอ

 เธอรู้ได้ทันทีว่าคุณเป็นลูกไก่ในกํามือ โทรไปวันเว้นสองวันบ้าง บางครั้ง ก็ 3-4 วันครั้ง

 มันจะทําให้เธอรู้ว่าคุณมีชีวิตเป็นของตัวเอง

 

5. คุยเรื่องอื่นบ้าง

- อย่ามัวแต่คุยเรื่องทั่วไป เช่น ทําอะไรอยู่ อยู่ที่ไหน วันนี้กินข้าวกับอะไร วันนี้ไปไหน

ช้อปปิ้งมาเหรอ ซื้ออะไรมา การคุยแบบนี้ใครก็คุยกับเธอได้และคุณจะทําให้เธอเบื่อ!!

การคุยเรื่องทั่วไปนั้นเราจะคุยเฉพาะตอนแรกๆที่เราโทรไปเท่านั้น จากนั้นคุณต้องคุย

เรื่องที่เกี่ยวกับความรู้สึกเธอ ความคิดของเธอ ถามเธอว่าเธอคิดยังไง

 รู้สึกยังไงกับเรื่องนี้เรื่องนั้น จากนั้นก็ให้เธอเผยตัวตนของเธอออกมา

ให้เธอเปิดใจกับคุณมากขึ้น และที่สําคัญคืออย่าคุยเรื่องที่มันเครียด

หาเรื่องที่คุยแล้วทำให้เธอรู้สึกว่าสบายใจ แล้วเธอจะรู้สึกไว้ใจคุณ ยามที่เธอ

มีเรื่องไม่สบายใจอะไร เธอจะคิดถึงคุณก่อนเป็นคนแรก และเป็นฝ่ายโทรไปหาคุณเอง

จากนั้นค่อยสร้างสัมพันธ์แล้วค่อยขอเธอเป็นแฟน แต่ขอฝากไว้หน่อยนะไม่ใช่โทรคุยกัน

ครั้งแรกก็ขอเป็นแฟนเลย วัยรุ่นอย่าใจร้อน เพราะสิ่งไหนที่ได้มาง่ายก็ไปง่ายได้

 

Credits By  http://webboard.crsc.kmitl.ac.th/forum/index.php?topic=33761.0

2007/Dec/21

            บ่อยครั้งที่รู้สึกมีเวลาไม่พอ ทำงานเสร็จไม่ทันเวลาบ่อยๆ ต้องทำงานอย่างรีบเร่งแข่งกับเวลาอยู่เป็นประจำ หรือรู้สึกว่างานมาก จนไม่มีเวลาสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องหาวิธีบริหารเวลา เพื่อจัดเวลาการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น และเพื่อจะสามารถทำงานได้เสร็จทันเวลาอย่างที่ไม่ต้องรีบเร่งมากนัก รวมทั้งยังมีเวลาเหลือพอที่จะพักผ่อนหย่อนใจส่วนตัว มีเวลาให้กับเพื่อนฝูง และครอบครัวอีกด้วย

            เห็นที่จะคล้อยตามคำคมของเบนจามิน แฟลงคลินนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก ที่กล่าวเอาไว้ว่า "เวลาคือเงิน" ถึงใครจะเถียงว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่เงินก็เป็นปัจจัยหลักที่เอื้อให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับเวลาถ้าเราใช้ไม่เป็น ก็เหมือนกับทำของมีค่าหล่นหาย บางคนคิดว่าตัวเองเก็บไว้อย่างดีแล้ว ก็ยังถูกโดนขโมยเวลาไปจนได้ มีบางคนพูดไว้อย่างน่าคิดว่า เวลาคือของขวัญ เพราะเหตุนี้จึงเรียกปัจจุบันว่า "Present" ทุกคนรู้ดีว่าเวลามีค่าแค่ไหน แต่ก็ยังเผลอทำหายอยู่บ่อยๆ คุณก็คนหนึ่งใช่มั้ยล่ะ ที่เวลาเรียนหรือทำงานแล้วรู้สึกว่ามีเวลาไม่พอ หรือเรามักได้ยินคำพูดทำนองนี้อยู่บ่อยๆ ที่ว่า "โอ๊ย ไม่มีเวลาหรอกงานเยอะจะตาย… ไม่ว่างหรอก ไม่มีเวลา ต้องเคลียร์งานก่อน" คนส่วนมากมักรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลาแท้จริงแล้ว เคล็ดลับอยู่ที่การบริหารเวลานั่นเอง ฟังดูเหมือนยาก แต่ถ้ารู้จักบริหารเวลาให้ดีก็สามารถที่จะหาเวลาเพิ่มได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างและเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจัง คุณจะมีเวลาเพิ่มขึ้น ลองเริ่มด้วย

            1. จดบันทึกการใช้เวลาในแต่ละวัน
การบริหารเวลาควรเริ่มต้นจากการสำรวจตัวเองก่อนว่าในแต่ละวันนั้น ได้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไรบ้าง โดยการจดบันทึกเวลาและการทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันติดต่อกันประมาณ 3 วัน แล้วลองคำนวณดูว่าได้ใช้เวลาไปกี่ชั่วโมงกับการนอน การกิน การทำงาน การเดินทาง การออกกำลังกาย การอยู่คนเดียวเงียบๆ การใช้เวลาสังสรรค์กับเพื่อนฝูง และการใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ลองพิจารณาดูว่าเวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรมเหล่านี้สมดุลแล้วหรือยัง ได้เสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมากน้อยแค่ไหน และบ่อยแค่ไหนที่คิดจะทำอะไรแล้ก็รีรอผัดผ่อนไปทำอย่างอื่นก่อนงานตที่ควรจะเสร็จจึงไม่เสร็จเสียที ควรจะต้อง ปรับปรุงเวลาในเรื่องใดให้มากขึ้นหรือน้อยลง

            2. วางแผนงานล่วงหน้า ในแต่ละวัน จะมีเวลาสำหรับการทำงานประมาณ 6 - 8 ชั่วโมง จึงควรตั้งใจทำงานให้เต็มที่ โดยวางแผนการทำงานล่วงหน้าว่าในวันนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง แล้ว พรุ่งนี้จะต้องทำอะไรจัดลำดับความสำคัญของงาน เลือกทำงานที่สำคัญและเร่งด่วนก่อน ทำงานที่คิดว่ายากก่อนในช่วงเช้าเพราะเป็นช่วงที่ร่างกายยังสดชื่น รู้จักแบ่งงานชิ้นใหญ่ให้เป็นชิ้นย่อยๆ ถ้าเป็นหัวหน้างานควรแบ่งงานให้ลูกน้องหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับไปทำอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อความยุติธรรม และอย่าหวงงาน อย่างคิดว่าคนอื่นจะทำไม่ได้ ค่อยๆ สอน ค่อยๆ ฝึก เขาย่อมทำได้ในวันหนึ่งและเราก็จะสบายขึ้นด้วย เมื่อทำงานติดต่อกันประมาณ 2 ชั่วโมง ควรพักสมองโดยการเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง และควรพยายามทำงานให้เสร็จที่ที่ทำงาน ไม่จำเป็นอย่าเอางานกลับไปทำที่บ้านเพราะจะรบกวนเวลาสำหรับตนเองและครอบครัว

            3. เพิ่มเวลา ถ้ารู้สึกว่าเวลามีไม่พอ ควรหาเวลามาเพิ่ม เช่น ตื่นให้เช้าขึ้น หรือย้ายมาพักใกล้ที่ทำงานเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง เป็นต้น ลองสังเกตผู้ร่วมงานดูบ้างว่าแต่ละคนมีวิธีการบริหารเวลาอย่างไรลองเรียนรู้จากผู้ที่บริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วนำมาปรับใช้ดูบ้าง อาจจะช่วยให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเครียดน้อยลงก็ได้

            4. ตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ว่าคุณจะทำอะไร เพื่ออะไร ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จ คือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จดไว้กันลืม แล้วลงมือทำทันที จำไว้ว่าถ้าจะยิงปืนให้เข้าเป้าก็จำเป็นต้องเล็งให้ดีชะก่อน เมื่อโฟกัสถูกจุดแล้ว ก็ต้องรู้ว่าทำอะไรบ้างจึงจะไปถึง เคล็ดลับอยู่ที่การมี "แผน" ที่ดีอยู่กับตัว ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ว่าคุณต้องทำอะไรบ้างตั้งแต่วันนี้ สัปดาห์นี้ จนถึงตลอดทั้งปีนี้ แผนที่ดีคือต้องรู้ปัญหาของงานแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะหาทางก็ได้ทันท่วงที

            5. สร้าง To-Do List เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่งเรียงลำดับก่อนหลังของงานที่จะทำเอาไว้ก่อน แล้วเชื่อและบังคับตัวเองให้ทำตามนั้น เป็นการไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เสียเวลาเที่ยวเล่นไปกับเรื่องหยุมหยิมทั้งหลายแหล่ ว่ากันว่า คนที่ประสบความสำเร็จน่ะเขาโน๊ตไว้ทั้งนั้น ว่าอะไรที่ควรทำก่อนหลัง แต่ถ้ามีเรื่องด่วนแทรกเข้ามา ก็สามารถปรับให้ยืดหยุ่นได้

            6. มีแฟ้มงาน อย่าปล่อยให้ความคิดกระจัดกระจาย รีบเก็บๆๆๆ เข้ามาใส่ในแฟ้มชะ เอกสารก็เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง ก็จับมันมาเก็บใส่แฟ้มงานเดียวกัน เพื่อไม่ให้ความคิดของคุณเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหน โต๊ะรกๆ ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่ามาอ้างว่าโต๊ะรกๆ ทำให้ไอเดียคุณบรรเจิด มุกนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อคุณมีความจำดีเยี่ยมเท่านั้น ว่ากระดาษและสิ่งของที่เกลือนอยู่ บนโต๊ะน่ะ มีเรื่องอะไร อยู่ตรงไหนบ้าง แต่ถ้าคุณเป็นคนธรรมดาจัดของให้เข้าที่เข้าทางจะดีกว่านะ

            7. ใช้โทรศัพท์ให้เป็น เ
สียงกริ๊งทุกสิบห้านาทีติดโผสาเหตุอันดับต้นๆ ที่มารบกวนทำงานของคุณ อย่าตกเป็นโรคโฟนลิซึ่ม ด้วยการเมาธ์สนุกปากในเวลางาน เพราะนอกจากจะขโมยเวลาไปจากคุณแล้ว มันยังทำให้คุณดูไม่ดีอีกด้วย ธนาคารและโรงแรมใหญ่ๆ ในต่างประเทศเริ่มขอความร่วมมือให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์งดใช้โทรศัพท์มือถือขณะปฏิบัติงาน เพราะเกรงว่าลูกค้าจะรู้สึกไม่ประทับใจเมื่อเห็นพนักงานรับโทรศัพท์มือถือยู่บ่อยๆ จนเสียงานและรับรองลูกค้าได้ ไม่เต็มที่

            8. ทุกคนมี "เวลาของตัวเอง"
สังเกตให้ดีว่าช่วงเวลาใดที่สมองคุณรู้สึกปลอดโปร่ง ไอเดีย กระฉูดถ้าคุณถูกชะตากับเวลาเช้าตรู่ ก็รีบเรียงลำดับความคิด ทำ List สิ่งที่จะทำในวันนั้น ก่อนที่เมฆดำจะเคลื่อนมาบดบังความคิดเจ๋ง ๆ ของคุณ

            9. มีความรับผิดชอบ บริหารเวลาต้องเริ่มจากการจัดการตัวเองชะก่อน ก็จะมีประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าทำ list ขึ้นมา แล้วทำตามนั้นไม่ได้ จะบอกให้ก็ได้ว่าสาเหตุหลักของความล้มเหลว เกิดจากโรคความรับผิดชอบบกพร่องของคนเรานี่แหละ ไม่มียารักษาแต่หายได้ด้วยวินัยในตัวคุณเอง

            คุณลองใช้เวลาไม่กี่นาทีอ่านเคล็ดบริหารเวลาเหล่านี้ ใช้เวลาอีกนิดหน่อยลองลงมือทำดู แล้วคุณจะค้นพบเวลาอีกหลายชั่วโมงที่หายไป ที่นี้ไม่ว่าคุณจะงานยุ่งแค่ไหน ก็จัดการมันได้ไม่ยากด้วยสองมือของคุณเอง เวลาเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของคุณ ที่สามารถนำไปแลกเป็นอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะจัดการกับมันได้ดีแค่ไหน

 

Credits By http://www.64tk.com/b/index.php?showtopic=3269

2007/Nov/24

คอลัมน์สายตรงสุขภาพกับศิริราชโดย :รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ สูตินรีแพทย์
       
       ท้องแล้วมีเซ็กซ์ได้ไหม?
       
       พูดถึงเรื่องการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ ผมมีความรู้สึกว่าคุณแม่ส่วนมากต่างก็มีปัญหาค้างคาใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันทั้งนั้น เพียงแต่อาย ไม่กล้าถาม หรือไม่รู้จะถามอย่างไรดี วันนี้ผมเลยขอหยิบยกประเด็นนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ
       
       ตอนท้องมีเซ็กซ์ได้ไหม
       เป็นคำถามยอดฮิตอันดับแรกที่มักจะถามกัน แต่เท่าที่ผมคุยกับคุณแม่หลายคน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากมีเซ็กซ์เท่าไหร่ แต่ที่เป็นห่วงหรือกังวลมักจะเป็นเรื่องของสามีมากกว่า กลัวว่าถ้าไม่ให้มีเซ็กซ์แล้ว สามีอาจจะแอบไปหาอีหนู แต่ถ้าให้มีก็กลัวว่า จะเกิดอันตรายสารพัดทั้งต่อตัวแม่เองและลูกในท้อง
       
       ความจริงแล้วขณะตั้งครรภ์คุณแม่สามารถมีเซ็กซ์ได้ตามปกติ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนกระทั่งใกล้คลอด จะมีแค่บางช่วงที่ควรลดการมีเซ็กซ์ลงบ้าง เช่น ตอนตั้งครรภ์ใหม่ ๆ เพราะคุณแม่ส่วนมากมักมีอาการแพ้ท้อง เวียนศีรษะ อ่อนเพลียง่าย อีกช่วงหนึ่งที่ควรจะงดเว้นการมีเซ็กซ์ก็คือ ช่วงใกล้คลอดมากๆแล้ว เพราะช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะดูค่อนข้างอึดอัดอุ้ยอ้าย แค่นั่งหรือเดินตามปกติก็เหนื่อยแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว ถ้ามามีเซ็กซ์ตอนนี้อาจจะทำให้เหนื่อยได้มากกว่าปกติ นอกจากนี้ การมีเซ็กซ์ตอนที่ใกล้คลอดอาจจะทำให้ถุงน้ำคร่ำที่ล้อมรอบตัวเด็กเกิดการแตกหรือรั่ว ทำให้มีน้ำคร่ำไหลออกมาก่อนเจ็บครรภ์คลอดได้ ซึ่งผลดังกล่าวจะทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเข้าไปในโพรงมดลูกได้

      มีเพียงคุณแม่อยู่บางคนเท่านั้นที่จำเป็นต้องงดการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไปเกือบตลอดช่วงการตั้งครรภ์ เช่น คุณแม่ที่เคยแท้งบุตร หรือคลอดก่อนกำหนดมาก่อน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาซ้ำได้ นอกจากนี้คุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำก็ควรงดการมีเซ็กซ์โดยเด็ดขาด เพราะอาจไปกระตุ้นให้มีเลือดออกมากจนเป็นอันตรายได้
       
       เวลามีเซ็กซ์จะเป็นอันตรายต่อลูกไหม?
       อยากให้คุณแม่ลองจินตนาการดูว่า ลูกที่อยู่ในท้องก็คล้ายกับก้อนหินที่อยู่ในลูกโป่งใส่น้ำแล้วยัดใส่เข้าไปในขวดอีกทีหนึ่ง และเจ้าขวดที่ว่าก็มีปากขวดที่ปิดและแข็งแรงพอควร เวลาที่มีเซ็กซ์กัน อวัยวะเพศของสามีอย่างมากก็จะไปโดนแค่บริเวณปากขวดเท่านั้น โอกาสที่ลูกในท้องจะได้รับอันตรายจึงน้อยมาก
       
       เวลาถึงจุดสุดยอดลูกจะได้รับอันตรายไหม
       มีหลายคนเข้าใจถูกว่า เวลามีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไม่มีอันตรายต่อลูก แต่พอใกล้ถึงจุดสุดยอดนี่ มักจะมีการเกร็งกล้ามเนื้อและมดลูกอาจจะหดตัวได้ จึงกลัวว่าลูกจะได้รับอันตราย ขอตอบว่าข้อมูลทางการแพทย์ที่มีพบว่าไม่จริงครับ
       
       การมีเซ็กซ์จะกระตุ้นให้เจ็บครรภ์คลอดไหม
       มีหลักฐานทางการแพทย์ว่า การที่อวัยวะเพศของผู้ชายไปกระแทกกับปากมดลูก รวมทั้งน้ำอสุจิที่มีการหลั่งขณะมีเซ็กซ์สามารถกระตุ้นให้ปากมดลูกสร้างสารเคมีตัวหนึ่งที่ชื่อว่า พรอสตราแกลนดิน (Prostaglandins) เจ้าสารที่ว่านี้สามารถทำให้ปากมดลูกนุ่มขึ้นและกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวได้ อย่างไรก็ตาม สารที่สร้างขึ้นมานี้ก็ไม่ได้มากพอจนทำให้คุณแม่เจ็บครรภ์คลอดหรอกครับ ยกเว้นแต่คนที่ใกล้จะคลอดอยู่แล้วถึงอาจจะเจ็บครรภ์คลอดได้

 

      เซ็กซ์ตอนท้องจะให้ความรู้สึกเหมือนตอนไม่ท้องหรือไม่
       เวลามีการตั้งครรภ์จะมีเลือดมาเลี้ยงที่อวัยวะต่าง ๆ มากขึ้นกว่าปกติ ทำให้มีการบวมเกิดขึ้น เคยลองสังเกตไหมว่า พอตั้งครรภ์ไปสักระยะหนึ่ง คุณแม่บางคนจะมีขาบวม หน้าบวม ที่บริเวณช่องคลอดก็บวมด้วย เพียงแต่สังเกตยากหน่อย
       
       การที่อวัยวะสืบพันธุ์มีเลือดมาเลี้ยงมากและบวมขึ้น จะทำให้คุณแม่มีความรู้สึกทางเพศเร็วขึ้นและมากขึ้นเวลามีเซ็กซ์ ที่เต้านมก็เช่นกันถ้าได้แตะจะมีความรู้สึกไว นอกจากนี้ยังจะรู้สึกว่าช่องคลอดมีการหล่อลื่นดีกว่าตอนไม่ตั้งครรภ์เสียอีก เพราะคนท้องจะมีตกขาวมากกว่าคนปกติ
       
       วิธีไหนดี
       ในช่วงท้องอ่อนๆ จะมีวิธีและท่วงท่าต่างๆ ของการมีเซ็กซ์อย่างไรก็ได้ แต่เมื่อท้องแก่ขึ้น ขอให้เลือกวิธีที่อันตรายน้อยลงหน่อยก็แล้วกัน วิธีที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ ท่าที่สามีต้องนอนกดทับหน้าท้องภรรยา เพราะอาจหายใจไม่ออกและเป็นอันตรายแก่เด็ก วิธีที่น่าจะดีกว่าคือ ให้คุณแม่อยู่ข้างบนครับ
       
       สรุปการมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และสามีสามารถทำได้เหมือนภาวะปกติ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกในครรภ์ จะมียกเว้นที่ไม่ควรมีเซ็กซ์กันก็บางกรณีที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อลูกในครรภ์หรือต่อตัวคุณแม่เองเท่านั้น สิ่งที่อยากจะย้ำอีกครั้งคือ ถ้าคุณแม่มีปัญหาเกี่ยวกับเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ขออย่าได้อายที่จะสอบถามกับคุณหมอที่ดูแลเลยครับ จะได้ไม่ต้องมาเข้าใจผิดหรือวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ โดยไม่จำเป็น ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการตั้งครรภ์และการมีเซ็กซ์ที่ถูกต้อง

Credits By http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9500000138313

 

ปล. อ่านแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนนะครับ